-ใช้
ผลการเรียนรู้เป็นตัวกำหนดกระบวนการที่เหมาะสมสำหรับนักเรียน
ใช้มาตรฐานตัวชี้วัด เป็นตัวตั้ง
ถ้าคุณครูกำหนดมาตรฐานตัวชี้วัดมากเท่าไหร่การเรียนรู้ของนักเรียนยิ่ง
ละเอียดมากเท่านั้น
-กระบวนการ ถือเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จ
-การผลิตนักเรียนที่มีคุณภาพขึ้นอยู่กับการกำหนด LO =Learning Objective หรือ Outcome
การคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking) การพัฒนาเทคโนโลยี และคอมพิวเตอร์ ในช่วงทศวรรษที่ 80 ทำ ให้เกิดนวัตกรรมใหม่ทางการสื่อสารที่สามารถเชื่อมโยงสังคมต่างๆ ทุกมุมโลกให้เข้ามาใกล้ชิดกันมากขึ้น และได้ผลักดันทุกสังคมโลกเข้าสู่ยุคใหม่ทางวัฒนธรรม ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หรือที่รู้จักกันในคำว่า “โลกาภิวัตน์” (Globalization)
system Thinking การคิดอย่างมีระบบ มีเหตุมีผล ทำให้ผลของการคิดหรือผลของการแก้ปัญหาที่ได้นั้นมีความถูกต้อง แม่นยำและรวดเร็ว วิธีการคิดอย่างมีระบบจะเป็นหนทางไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) ถ้าองค์กรนั้น ๆ นำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและยึดหลักให้บุคลากรภายในองค์กร ตระหนักในการศึกษาหาความรู้อยู่เสมอและผู้บริหารให้ความสำคัญต่อการฝึกอบรมการเรียนรู้ของบุคลากรองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) จึงทำให้เกิดการเรียนรู้จากตัวเองของบุคลากรแต่ละคน เกิดการเรียนรู้ของทีมงาน ทำให้เกิดการสร้างวิสัยทัศน์รวม (Shared Vision) และเกิดการเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นทีม (Team Learning)
การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) คือ ทักษะการคิดเกี่ยวกับ ความตั้งใจที่จะพิจารณาตัดสินเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยการไม่เห็นคล้อยตามข้ออ้างต่างๆ แต่ตั้งคำถามท้าทาย หรือโต้แย้งข้ออ้างนั้นเพื่อเปิดแนวทางความคิดออกสู่ทางที่แตกต่าง อันนำไปสู่การแสวงหาคำตอบที่สมเหตุสมผล
การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking) เป็น เรื่องที่มีความสำคัญ สำหรับสังคมที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี และการสื่อสารอยู่ตลอดเวลา จากเหตุการณ์หลายอย่างรอบๆ ด้านที่เกิดขึ้นจำเป็นต้องมีกระบวนการพิจารณ์เหตุการณ์เหล่านั้น โดยใช้ทักษะทางปัญญาในการไตร่ตรอง ใคร่ครวญ ด้วยการพินิจพิเคราะห์สรุปและตัดสินใจอย่างมีเหตุผล การคิดอย่างมีวิจารณญาณจึงเป็นการคิดที่ดีและมีคุณภาพ เพราะเป็นการคิดอย่างมีทิศทางและมีเป้าหมาย โดยคำนึงเหตุและผลมาประกอบการตัดสินใจและลงข้อสรุปได้อย่างน่าเชื่อถือ การฝึกการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ควรจะเริ่มแต่เนิ่นๆ เพราะเป็นการคิดที่พัฒนาได้ โดยผ่านประสบการณ์และการปฏิบัติ
Logical Thinking จึง หมายถึง ความสามารถในการคิดหาเหตุผล จากความเชื่อ หลักฐาน หรือข้ออ้างที่มีอยู่แล้วนำมาเชื่อมโยงเป็นข้อสรุป เป็นการกระตุ้นให้เราใช้สมองทั้งสองซีกคือ ความคิดวิเคราะห์กับการใช้ความจำได้อย่างสมดุลกันเพื่อนำมาช่วยแก้ปัญหาหรือ ตัดสินใจในชีวิตประจำวัน
การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) คือ ทักษะการคิดเกี่ยวกับ ความตั้งใจที่จะพิจารณาตัดสินเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยการไม่เห็นคล้อยตามข้ออ้างต่างๆ แต่ตั้งคำถามท้าทาย หรือโต้แย้งข้ออ้างนั้นเพื่อเปิดแนวทางความคิดออกสู่ทางที่แตกต่าง อันนำไปสู่การแสวงหาคำตอบที่สมเหตุสมผล
การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking) เป็น เรื่องที่มีความสำคัญ สำหรับสังคมที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี และการสื่อสารอยู่ตลอดเวลา จากเหตุการณ์หลายอย่างรอบๆ ด้านที่เกิดขึ้นจำเป็นต้องมีกระบวนการพิจารณ์เหตุการณ์เหล่านั้น โดยใช้ทักษะทางปัญญาในการไตร่ตรอง ใคร่ครวญ ด้วยการพินิจพิเคราะห์สรุปและตัดสินใจอย่างมีเหตุผล การคิดอย่างมีวิจารณญาณจึงเป็นการคิดที่ดีและมีคุณภาพ เพราะเป็นการคิดอย่างมีทิศทางและมีเป้าหมาย โดยคำนึงเหตุและผลมาประกอบการตัดสินใจและลงข้อสรุปได้อย่างน่าเชื่อถือ การฝึกการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ควรจะเริ่มแต่เนิ่นๆ เพราะเป็นการคิดที่พัฒนาได้ โดยผ่านประสบการณ์และการปฏิบัติ
Logical Thinking จึง หมายถึง ความสามารถในการคิดหาเหตุผล จากความเชื่อ หลักฐาน หรือข้ออ้างที่มีอยู่แล้วนำมาเชื่อมโยงเป็นข้อสรุป เป็นการกระตุ้นให้เราใช้สมองทั้งสองซีกคือ ความคิดวิเคราะห์กับการใช้ความจำได้อย่างสมดุลกันเพื่อนำมาช่วยแก้ปัญหาหรือ ตัดสินใจในชีวิตประจำวัน
แนวคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่
21st
(Framework
for 21st Century Learning)
ทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21
ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม
• ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม
• การคิดเชิงวิพากษ์และการแก้ปัญหา
• การสื่อสารและการร่วมมือ
ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อและเทคโนโลยี
• ความรู้พื้น ฐานด้านสารสนเทศ
• ความรู้พื้น ฐานด้านสื่อ
• ความรู้พื้น ฐานด้านไอซีที
ทักษะชีวิตและการทำงาน
• ความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัว
• ความคิดริเริ่มและการชี้นำตนเอง
• ทักษะทางสังคมและการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม
• การเพิ่มผลผลิตและรับผิดชอบตรวจสอบได้
• ความเป็นผู้นำและความรับผิดชอบ
การสอนแบบห้องเรียนกลับด้าน
แนวคิดหลักของ "ห้องเรียนกลับด้าน" คือ
"เรียนที่บ้าน-ทำการบ้านที่โรงเรียน"
เป็นการนำสิ่งที่เดิมที่เคยทำในชั้นเรียนไปทำที่บ้าน
และนำสิ่งที่เคยถูกมอบหมายให้ทำที่บ้านมาทำในชั้นเรียนแทน โดยยึดหลักที่ว่า
เวลาที่นักเรียนต้องการพบครูจริงๆ คือ เวลาที่เขาต้องการความช่วยเหลือ
เขาไม่ได้ต้องการให้ครูอยู่ในชั้นเรียนเพื่อสอนเนื้อหาต่างๆ
เพราะเขาสามารถศึกษาเนื้อหานั้นๆ ด้วยตนเอง
ยุทธศาสตร์พระราชทาน
เข้าใจ
ปัจจัยสู่ความสำเร็จสู่กระบวนการเรียนรู้
- Interest (ความสนใจของนักเรียน)
- Intention (ความตั้งใจของนักเรียน+คุณครู)
- Teaching (วิธีการสอนของคุณครู)
- Aptitude (ความสามารถของนักเรียน)
- Experience (ประสบการณ์สอนของครู)
- Reponsibility (ความรับผิดชอบของครู)
- Difficulty (ความยากง่ายของวิชา)
เข้าถึง
- ผู้สอนต้องเข้าถึงผู้เรียน
- ผู้สอนต้องมีวิทยาการสอน
- ต้องเข้าใจลักษณะเด็กสมัยใหม่
พัฒนา
ครูที่มีศักยภาพควรมี
- สอนเป็น นำเสนอเนื้อหาเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน
- ใช้และใฝ่หาเทคนิคเพื่อกระตุ้นผู้เรียนอย่างสม่ำเสมอ
- มีความคิดสร้างสรรค์
- ประเมินตนเอง
Maslow’s
Hierarchy of needs
- ความต้องการทางกาย
- ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย
- ความต้องการความรักและเป็นที่ยอมรับ
- ความต้องการได้รับการยกย่อง
- ความต้องการความเข้าใจและรักตนเอง
การเรียนรู้มาจากไหน
- 95% (สอนคนอื่น)
- 80% (การทดลองประสบการณ์)
- 70% (การพูดคุยแลกเปลี่ยน)
- 50% (การเห็น การฟัง)
- 30% (เห็น)
- 20% (ฟัง)
· การสอนเป็น
คือ การสอนที่ทำให้ผู้เรียนได้รับความรู้
· การสอนให้เป็นต้องเข้าใจหลักการเรียนรู้พื้นฐาน
· ครูผู้สอนควรทำให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ในการเรียน
หลักกาลามสูตร : หลักความเชื่อ
10 ประการ
กาลามสูตร คือ พระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ หมู่บ้านเกสปุตตนิคม แคว้นโกศล
(เรียกอีกอย่างว่า เกสปุตตสูตร ก็มี) กาลามสูตรเป็นหลักแห่งความเชื่อที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้แก่พุทธศาสนิกชน
ไม่ให้เชื่อสิ่งใด ๆ อย่างงมงายโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณโทษหรือดีไม่ดีก่อนเชื่อ
มีอยู่ 10 ประการ ได้แก่
1.
มา
อนุสฺสวเนน - อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามๆ กันมา
2.
มา
ปรมฺปราย - อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆ กันมา
3.
มา
อิติกิราย - อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ
4.
มา
ปิฏกสมฺปทาเนน - อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์
5.
มา
ตกฺกเหตุ - อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเดาว่าเป็นเหตุผลกัน
6.
มา
นยเหตุ - อย่าปลงใจเชื่อ เพราะการอนุมานคาดคะเน
7.
มา
อาการปริวิตกฺเกน - อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเดาจากอาการที่เห็น
8.
มา
ทิฎฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา - อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว
9.
มา
ภพฺพรูปตา - อย่าปลงใจเชื่อ เพราะผู้พูดมีลักษณะน่าเชื่อถือ
10.
มา สมโณ
โน ครูติ - อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้ เป็นครูของเรา

